(Untitled Fiction) Jay Park's Love Story#Part 2
posted on 02 Jun 2010 00:51 by jaypark-mylove
(Untitled Fiction) Jay Park's Love Story#Part 2
Couple : Jay & a girl
Writer : Pimnara Park
Rate : PG-13
**ฟิคเรื่องนี้และอาจจะอีกหลายเรื่องเป็นเพียงจินตนาการของผู้แต่งเท่านั้นไม่ได้เกิดขึ้นจริงแต่อย่างใด...โปรดใช้วิจารณญานนนนนในการอ่านนะจ๊ะรับไม่ได้กดปิดค่ะ^-^**
-----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
Part 2
คนอ่านควรเข้าใจไรเตอร์นะคะ...ว่าไรเตอร์ดวกเบาๆ555
ภายใต้ค่ำคืนอันมืดมิด...เย็นฉ่ำกับสายฝนกระหน่ำโปรยปรายจากท้องฟ้า...ไร้ซึ่งดวงดาวระยิบระยับสวยงามให้ใครบางคนได้แหงนคอมองอย่างชื่นชมมาหลายคืนวันแล้ว...ไอหมอกบางเบาลอยละล่องอยู่ทั่วบริเวณพื้นผิวถนนที่สายฝนเทลงมากระทบ...ทุกหยาดหยดแตกกระเซ็นเป็นเม็ดเล็กเม็ดน้อย...ละเอียดมากกว่าเดิมหลายเท่าตัว...แตกสลายไปคนละทิศทาง...ไม่มีวันหวนกลับมาพบเจอและหลอมรวมกันเป็นหยดน้ำหยดเดิมได้อีกต่อไป...ไม่มีวันกลับมาบรรจบกันไปตลอดกาล
ดวงตาคมเฉี่ยวทอดมองม่านสายฝนภายนอกตัวบ้านนิ่งนาน...เหม่อมองผ้าม่านสายน้ำผืนใหญ่ผืนนั้นด้วยใบหน้าเรียบเฉย...ไม่มีการขยับเคลื่อนไหวใดๆของร่างกายมาเกือบสิบนาทีแล้ว...และเขาคงใช้เวลาดื่มด่ำกับมันมากกว่านั้นหากแสงไฟหน้ารถคันหนึ่งไม่สาดส่องมากระทบดวงตาเข้าซะก่อน...เป็นการยุติช่วงเวลาเงียบสงบที่เขาเป็นคนสร้างมันขึ้นมาด้วยตัวเอง
ดวงตาทั้งสองดวงปิดลงรวดเร็วด้วยไม่อาจต้านทานแสงไฟสว่างจ้าสองดวงนั้นได้...เพียงชั่วครู่ก็ค่อยๆปรือเปิดมันขึ้นมาอีกครั้งก่อนหรี่มองให้แน่ใจว่ารถที่กำลังเคลื่อนเข้ามาจอดหน้าบ้านคันนี้ใช่คันเดียวกันกับที่เขารอคอยหรือไม่...ที่สุดริมฝีปากแดงระเรื่อก็ยักยิ้มที่มุมปากเล็กน้อย...เมื่อทั้งเสียงและลักษณะของรถคันนั้นไม่ได้แตกต่างจากรถที่ตนเองกำลังรอคอยแม้แต่น้อย
" แม่ครับผมไปก่อนนะ! เพื่อนมารับแล้ว! "
เสียงทุ่มหูร้องตะโกนบอกผู้เป็นมารดาที่เดินไปเดินมาอยู่ภายในตัวบ้าน...ใบหน้าที่ดูละม้ายคล้ายกันราวโขลกออกมาจากแป้นพิมพ์เดียวแตกต่างเพียงแค่เพศและวัย...รีบหันไปมองร่างสันทัดของลูกชายคนโตที่ยืนอยู่หน้าประตูบ้าน...รีบเอ่ยปากร้องเรียกเอาไว้ก่อนที่ร่างนั้นจะวิ่งฝ่าสายฝนโปรยกระหน่ำออกไปจากบ้านด้วยความเป็นห่วงเป็นใยมากมาย
" ฝนตกขนาดนี้จะไปไหนอีกละลูก...แล้วจะกลับมานอนบ้านมั้ยพรุ่งนี้ไปนิวเจอซี่นี่ลูก?เจย์! "
" อ๊า!ครับๆไม่กลับครับแม่...ผมจะนอนบ้านเพื่อนเลยคงปาร์ตี้กันยาว " ชายหนุ่มหันกลับมาตอบมารดาด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน...ลำขาแกร่งกำลังจะขยับวิ่งออกไปขึ้นรถ...หากทว่ามารดาก็เรียกไว้อีกครั้ง
" เดี๋ยวๆ! มันจะเปียกเอานะลูก...เดี๋ยวแม่หยิบร่มให้นะ " พูดพลางจะเดินตรงไปยังห้องเก็บของเล็กๆที่อยู่มุมซ้ายสุดของบ้าน...แต่ชายหนุ่มร้องห้ามไว้ก่อน
" แม่คร๊าบบบบ!ไม่ต้องหรอกแม่...วิ่งไปแค่นี้เองไม่เป็นไรหรอกผมไปแล้วนะ " บอกขำๆก่อนจะวิ่งฝ่าเม็ดฝนไปยังรถที่จอดรออยู่ในทันที...ไม่หันกลับมาสนใจคำร้องเรียกจากมารดาอีก...ปล่อยให้มารดาบ่นกระปอดกระแปดไปตามเรื่องตามราวอยู่เพียงคนเดียว
" ดื้อจริงๆลูกคนนี้...ตากเข้าไปฝนน่ะเดี๋ยวได้ไม่สบายมาอีกหรอก...เดือดร้อนชั้นต้องหายูกยาให้!... " ปากบ่น...แต่สายตามองตามแผ่นหลังหนาแกร่งของลูกชายตาไม่กระพริบ...กระทั่งแผ่นหลังนั้นลับหายเข้าไปในรถ...รอจนรถคันนั้นเคลื่อนออกจากบริเวณบ้านไปจึงขยับปากพร่ำบ่นอีกรอบ...คล้ายหงุดหงุดในตัวลูกชายเหลือแสน
" แล้วหมู่นี้ก็ออกเที่ยวจังเลย...ไปมันทุกวันน่ะเมื่อคืนก็ไปค่ำนี้ก็ไปอีกละทั้งๆที่พรุ่งนี้ต้องเดินทาง...อะไรกันนักหนาก็ไม่รู้... "
" ใช้ชีวิตแบบนี้ชั้นอยากจะแช่งให้มันกลับมานอนซมเพราะพิษไข้เป็นอาทิตย์ไปเลย! "
" บ่นไรอ่ะแม่? "
เสียงของลูกชายคนเล็กดังขึ้นก่อนตัว...ก่อนร่างสูงเพรียวกว่าผู้เป็นพี่ชายหลายเซนติเมตรจะวิ่งดุ๊กๆลงบันไดมาจากชั้นสองผ่านหน้ามารดาไปที่ห้องครัวแล้วเปิดตู้เย็นค้นหาบางอย่างเพียงครู่ก็เงยหน้าขึ้นมาพร้อมกับแอปเปิ้ลผลโต...เจ้าตัวกัดกินมันอย่างเอร็ดอร่อยโดยไม่คิดจะล้างมันก่อนด้วยซ้ำ...ไม่วายหันมาเลิกคิ้วถามมารดาในสิ่งที่เขาได้ถามทิ้งไว้เมื่อครู่
" หูดีจริงนะ... " มารดาว่าพลางมองลูกชายตาคว่ำ...ก่อนจะเดินเข้าไปในครัวและหยุดยืนตรงซิงค์ล้างจานที่มีจานชามกองอยู่เต็มไปหมด
" อ้าว! เสียงแม่เบาที่ไหนกันเล่า...แล้วก็ชอบบ่นลับหลังพี่อยู่เรื่อยเวลาพี่อยู่บ้านน่ะไม่เคยบ่นให้ได้ยินหรอก "
พูดคล้ายแง่งอนมารดาเล็กๆด้วยรู้สึกว่าในบางครั้งบางทีพี่ชายของเขาก็ถูกดูแลถนุถนอมจิตใจมากกว่าตัวเขาซะอีก...โดยเฉพาะระยะหลังๆมานี้...แต่ก็นั่นแหละ...ในเวลาอย่างนี้เขาเข้าใจดี...พี่ชายของเขากำลังต้องการความเข้าใจ...ต้องการอ้อมกอดแสนอบอุ่นจากคนเคียงข้างทุกคน...เขาเข้าใจดี...ถึงแม้ในบางครั้งจะแอบน้อยใจคิดมากอยู่บ้างก็ตาม
" ก็...เห็นหน้าพี่แกทีไรแม่ก็พูดไม่ออกทุกทีนี่นา... "
นางหมายถึงยามโมโหให้กับลูกชายคนโตในเรื่องเที่ยวหรือไม่ค่อยกลับบ้าน...ความจริงแล้วปากอยากบ่นอยากว่า...หากทว่าพอมองเห็นใบหน้าและแววตาที่ยังมีแววเศร้าสร้อยของลูกแล้วก็ต้องทำเป็นลืมๆไปซะบ้าง...อันที่จริงเจย์โตขนาดนี้โดยปกตินางไม่คิดจะพร่ำบ่นหรือห่วงใยจนเกินเหตุ...แต่เพราะเจย์กำลังอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก...นางจึงต้องการที่จะประคับประคองลูกคนนี้ก้าวผ่านช่วงเวลาที่เลวร้ายเหล่านี้ไปให้ได้...ที่สำคัญที่สุดเจย์ของนางไม่ใช่เด็กหนุ่มที่ไม่มีใครสนใจเหมือนเมื่อในอดีตอีกแล้ว...สายตาหลายคู่กำลังควานหาเจย์เพื่อผลประโยชน์บางอย่างของพวกเขา...และหากเจย์ทำอะไรพลาดผิดไปนิดเดียว...นางกลัวว่าซักวันมันจะกลายเป็นคมหอกคมดาบหันกลับมาทิ่มแทงให้ลูกชายของนางต้องเจ็บปวดและแบกรับมันอีกเป็นครั้งที่สอง...ซึ่งในฐานะมารดานางไม่ต้องการในเป็นเช่นนั้น
" พี่เขาก็เพิ่งออกไปถี่ๆช่วงหลังนี่เอง...บางทีผมก็งงนะเมื่อก่อนอยากให้พี่ออกจากบ้านจัง...ทีงี้ละทำบ่น...ยังไงของแม่เนี่ย? "
" ก็เอาให้มันพอดีซิ!...นี่อะไรไปทุกวี่ทุกวัน! "
มารดาพูดก่อนส่งค้อนให้ลูกชายตากลับข้อหาพูดมากและดักคอนางจนบ่นต่อไม่ถูกเอาเหมือนกัน...จีฮันกัดแอปเปิ้ลอีกคำก่อนยักไหล่ไม่สนอกสนใจท่าทีของมารดา...ก้าวเดินออกมาจากห้องครัว...ใกล้จะถึงบันไดอยู่แล้วแต่เมื่อคิดอะไรได้เขาก็ชะงักปลายเท้าเอาไว้และหันกลับมาถามมารดา
" เออแม่!ไอ้บ้านเยื้องๆเราไปสองสามหลังนั้นน่ะเพิ่งมีคนเข้ามาอยู่ใหม่เหรอฮะ? "
" ใช่...ย้ายมาเมื่อวานนี้เอง...ถามทำไม? " มารดาหยุดมือที่กำลังง่วนกับการล้างจานชามแล้วหันมามองลูกชายคนเล็กอย่างจับผิด...จีฮันทำหน้าทะเล้นน้อยๆก่อนตอบ
" เปล๊า!เห็นแว่บๆว่าลูกสาวเขาสวยดีเลยถามดู...แม่อย่ามองกันอย่างนี้น่า "
พูดแล้วก็วิ่งไวๆขึ้นชั้นบนไปอย่างรวดเร็ว...สายตาตำหนิติเตียนทอดมองตามแผ่นกลังกว้างของลูกชาย...แต่เพียงครู่เดียวสายตาคู่นั้นก็ถูกทดแทนด้วยแววอ่อนโยนและขำขันโดยที่ผู้เป็นลูกไม่อาจล่วงรู้...นางรู้ตัวว่าบางครั้งก็ดูจะละเลยลูกคนนี้ไปบ้าง...อาจเพราะจีฮันไม่เคยอยู่ห่างไกลครอบครัวข้ามทวีปเป็นเวลาหลายปีเช่นเดียวกับเจย์...อาจเพราะลูกคนนี้ไม่เคยมีภาระและปัญหาที่หนักอึ้งมากมายเท่าเจย์...หลายสิ่งหลายอย่างในยามนี้จึงดูคล้ายว่านางรักและใส่ใจพี่ชายมากกว่าในบางขณะ...และทำไมนางจะไม่รู้ว่าจีฮันน้อยใจ...ทำไมจะไม่รู้ว่าลูกชายคนเล็กคิดและรู้สึกอย่างไร...ในเมื่อนางอยู่ใกล้ชิดกับลูกคนนี้มากที่สุด...แต่นางก็เชื่อมั่นในตัวจีฮัน...นางเชื่อว่าจีฮันเข้มแข็งและโตพอที่จะเข้าใจทุกอย่างได้ดีด้วยตัวของเขาเองแล้ว
..........
.........................
.......................................
สายตาคู่หนึ่งจับจ้องใบหน้าเล็กเรียวขาวใสของเพื่อนต่างสีผิวผ่านกระจกมองหลังเป็นระยะ...ขณะกำลังขับรถมุ่งหน้าไปบ้านเพื่อนที่วันนี้มีการจัดปาร์ตี้เล็กๆขึ้นอย่างที่เคยจัดอยู่เป็นประจำ...เพราะความนิ่งเฉยผิดปกติของเพื่อน...เพราะเสียงพูดคุยหัวเราะหยอกล้อกันภายในรถไม่มีเสียงของเพื่อนผิวขาวปะปนอยู่ด้วยดังเดิม...ซึ่งนั้นทำให้เขายังค้างคาใจอยู่
บางทีเพื่อนของเขาอาจจะยังขุ่นเคืองเรื่องที่เขากับโทนี่ล้อเล่นจนได้เรื่องเมื่อหลายวันก่อน...แม้อีกฝ่ายจะไม่เอ่ยถึงมันเลยก็ตาม...และถ้าหากเป็นเช่นนั้น...มันก็มีบางสิ่งที่เขาต้องการจะบอก...ไม่ใช่สิ!...มีบางสิ่งที่เขาต้องการพูดแก้ไขความเข้าใจผิดของเพื่อนรักคนนี้
หลายครั้งที่เหม่อมองออกไปยังท้องถนนเบื้องหน้าเพื่อให้การขับเคลื่อนรถยนต์ของตนไม่เสี่ยงอันตรายจนเกินไปนัก...แต่แล้วเมื่อถึงถนนสายเล็กๆเงียบสงัดไม่มีรถราสัญจรไปมามากมาย...ดวงตาคู่นั้นก็เสกลับมาจับจ้องเสี้ยวหน้าของเพื่อนผิวขาวที่นั่งตรงเบาะด้านหลังอีกครั้ง...พินิจมองใบหน้าเล็กเรียวที่เบือนออกไปจ้องมองสายฝนพร่ำภายนอกรถบ่อยๆ...และนานกว่าเดิม...ครั้งแล้วครั้งเล่าจนอีกฝ่ายรู้ตัวและนึกรำคาญหงุดหงิดใจมานานแล้วต้องเอ่ยปากถามออกมาดังๆ
" นายจะมองหน้าชั้นอีกนานมั้ยชาช่า!หงุดหงิดนะเว้ย! "
เสียงของชายหนุ่มทำให้เพื่อนตัวเล็กสองคนที่กำลังหยอกล้อกันสนุกสนานหุบปากฉับลงในทันที...จูเนียร์ที่นั่งอยู่ข้างคนขับและเฮปที่นั่งข้างๆเจ้าของน้ำเสียงหงุดหงิดเมื่อครู่มองหน้ากันเลิ่กๆลั่กๆด้วยความงุนงงสงสัย...และความปากไวบวกความอยากรู้อยากเห็นของเฮป...ทำให้เขาโพลงถามเพื่อนทั้งคู่ออกไปโดยไม่คำนึงถึงบรรยากาศแสนตึงเครียดนั้นเลยแม้แต่น้อย
" เฮ้! มีอะไรกันเหรอบอกชั้นที?...บรรยากาศผิดปกติมาตั้งแต่เมื่อกี้ละ! " เงียบ...ไม่มีเสียงคานตอบใดๆจากเพื่อนทั้งคู่...มีเพียงสายตาคมเฉี่ยวที่เหลือบมองใบหน้าของเฮปแว่บเดียวเท่านั้น...แต่แล้วก็เบือนหน้ามองออกไปนอกรถเช่นเดิม
" อ้าวเฮ้ย!ถามไม่ตอบกัน...มีอะไรกันวะ!"
" หุบปากน่าเฮป! นั่งเฉยๆไปเถอะนายน่ะ! "
จูเนียร์ที่พอรู้อะไรมาจากโทนี่บ้างพูดดักคอเพื่อนเอาไว้...พลางยื่นมือไปผลักศรีษะอีกฝ่ายแรงๆข้อหายุ่งเรื่องคนอื่นไม่ดูเวล่ำเวลา...ใช้นิ้วชี้ปาดลำคอตัวเองเป็นการขู่เมื่อเพื่อนตัวเล็กกว่ากำลังอ้าปากพูดบางอย่างอีกครั้งซึ่งก็ทำให้เฮปเลือกที่จะหุบปากเงียบแต่โดยดี
...........
.....................
" เอานะ..."
ชาช่าเอ่ยขึ้นในที่สุด...เมื่อบรรยากาศภายในรถมันเงียบสงัดเกินไป...เงียบจนเขารู้สึกอึดอัด
" ชั้นแค่อยากรู้เท่านั้นน่ะเจย์ว่านายเป็นอะไรไป?นายไม่เหมือนเดิม... "
ชะงักคำพูดไว้พลางเหลือบมองใบหน้าของเพื่อนด้วยความเกรงอกเกรงอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน...เมื่อเพื่อนยังเงียบ...ชาช่าจึงพูดต่อไป
" ถ้าโกรธชั้นกับโทนี่ละก็...ชั้นเข้ามาปลดล็อคกุญแจห้องให้นายแล้ว...แต่...แต่นายกะ... "
ชาช่ากำลังจะบอกว่าที่จริงแล้วพวกเขาไม่คิดจะออกไปข้างนอกในคืนนั้น...มันเป็นการล้อเล่นสนุกๆ...หลอกว่าจะออกจากบ้านทั้งๆที่ยังอยู่ภายในบ้าน...แต่สุดท้ายก็ต้องหยุดการเล่นสนุกลงเพียงเท่านั้น...เมื่อพวกเขาคิดว่าการเงียบสงบไม่ร้องต่อว่าใดๆของเพื่อนผิวขาว...หมายความว่าเพื่อนของเขากำลังโกรธและสาปแช่งเขาทั้งคู่อยู่ที่มุมใดมุมหนึ่งของห้องนอน...เขายอมเปิดประตูให้หลังจากที่ภายในห้องเงียบเสียงไปเพียง 5 นาที...แต่ภาพที่พวกเขาได้เห็นหลังจากผลักบานประตูเปิดกว้าง...ทำให้ทั้งคู่ต้องรีบรนรานถอยห่างออกมาจากประตูบานนั้น...คล้ายมันเป็นของร้อนของต้องห้าม...ตาเหลือกลานออกจากบ้านชวนกันไปพักพิงที่บ้านของโทนี่แทน...เรื่องล้อเล่นสนุกๆมันเป็นเรื่องจริงจังขึ้นมาโดยที่พวกเขาเองก็นึกไม่ถึง...แล้วตั้งแต่วันนั้นเพื่อนของเขาก็มีท่าทีนิ่งเฉย...สีหน้าแววตาราวกับมีเรื่องให้ขบคิดอยู่เสมอ...ทุกลมหายใจเข้าออก...แต่ให้ตายเถอะ!...นี่เป็นครั้งแรกที่หมอนี่เสียงดังหงุดหงิดใส่เขานับตั้งแต่เกิดเรื่อง...เขาโชคดีใช่มั้ย?...หรือจริงๆเขาจะเซ้าซี้เพื่อนมากเกินไป
" ฉันรู้แล้วน่านายกับโทนี่พูดถึงมันเป็นครั้งที่เท่าไรแล้ว!...เอาเป็นว่าชั้นไม่ได้โกรธพวกนาย...โอเคมั้ย? "
ชายหนุ่มเอ่ยเสียงดังหลังจากชาช่าหยุดพูดไปดื้อๆ...ก่อนที่ไหล่หนาแกร่งจะยักกวนๆหนึ่งที
" เออ!ไอ้ชั้นเองก็บอกว่าไม่ได้โกรธๆมากี่ครั้งแล้วนะ...ชั้นไม่ใช่คนคิดเล็กคิดน้อยนายก็รู้...เพราะงั้นมันควรจะจบได้แล้วชาช่า! "
คำพูดและแววตาแสนจริงจังของเพื่อนรักที่ทอดมาประสานสายตากับเขาผ่านกระจกมองหลังทำให้ชาช่าลอบถอนหายใจยาวเหยียด...พยักหน้าหงึกหงัก...ยกมือโบกไปมาเป็นเชิงตอบรับคำร้องขอของอีกฝ่าย
ดวงตาคมเฉี่ยวจับจ้องฝ่ามือของเพื่อนชั่วครู่...ก่อนยื่นปลายนิ้วแกร่งแตะเบาๆที่ฝ่ามือนั้น...เป็นการตอกย้ำให้อีกฝ่ายได้รู้ว่าเขาไม่ได้ขุ่นเคืองอะไร...รวมทั้งเป็นการบังคับให้อีกฝ่ายยืนยันว่าสิ่งที่เขาได้ร้องขอไปมันจะต้องจบลงจริงๆ...โดยที่จะไม่มีการพูดถึงเรื่องนี้อีกต่อไปแล้ว
ชาช่าเข้าใจดีแล้ว...เขาเข้าใจว่าวีรกรรมของเขากับโทนี่ไม่ได้สร้างความเคืองขุ่นให้แก่เพื่อนผิวขาว...แต่อีกนิดนึงเถอะ...เขายังไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมหมอนี่ถึงได้ทำหน้างอหงิกทุกทีที่พวกเขาเอ่ยถึงเรื่องนี้...ถ้าหากไม่ได้ถือโทษโกรธพวกเขา...ไม่ใช่เพราะเขาหรือโทนี่...แล้วจะมีใครอีกเล่าที่ทำให้เพื่อนของเขาผิดปกติไปจากเดิม
อึดใจใหญ่...รอยยิ้มขำขันก็ถูกจุดขึ้นตรงมุมปาก...เข้าใจแล้วเขาเข้าใจแล้ว...ที่บอกเขาว่าควรจะจบ...ที่มาอารมณ์เสียใส่ทั้งๆที่ไม่เคยเป็นหรือนับครั้งได้...อาจเป็นเพราะจริงๆแล้วตัวเพื่อนของเขานั่นแหละที่ยังจบไม่ลงซะเอง...แหม...จะว่าไปไอ้เพื่อนของเขานี่มันก็ช่างร้ายกาจ...ติดอกติดใจผู้หญิงคืนเดียวคนนั้นขึ้นมาจริงๆแล้วล่ะซิ!
........
..................
.............................
ดวงตากลมโตภายในกรอบขนตางอนช้อยโดดเด่นบนใบหน้าสวยคมคาย...ดวงตาทำให้หลายต่อหลายคนที่เดินผ่านไปมาเผลอตัวเผลอใจจ้องมองมันอย่างหลงใหล...หากทว่าเจ้าตัวไม่ได้รับรู้หรือใส่ใจผู้คนเหล่านั้นเท่าใดนัก...นานครั้งจะตวัดหางตามองตอบไปด้วยแววตาของคนที่กำลังอยู่ในอารมณ์หงุดหงิดซักที...และนั่นก็ทำให้หลายคนผงะหลบสายตาดุๆคู่นั้นแทบไม่ทันทีเดียว
ร่างบอบบางในชุดเสื้อยืดสีขาว...กางเกงยีนส์สีซีดขาดวิ่นดูปอนๆ...รองเท้าผ้าใบสีดำสนิทคู่ใจที่ไม่เก่ามากนัก...บนศรีษะมีหมวกไหมพรมสีเดียวกันกับรองเท้าปกปิดกลุ่มผมสลวยและหน้าผากเนียนสวยเกือบทั้งหมด...เรียกว่าคลุมใบหน้าของเจ้าตัวไปครึ่งหนึ่งเลยทีเดียว...กระเป๋าเป้หลากสีสันซึ่งลวดลายของมันคดเคี้ยวไปมาจนคนมองอาจตาลายไปกับมันได้ง่ายๆ...ทั้งหมดนี้ทำให้ร่างบอบบางที่นั่งถอนหายใจเฮือกๆชะเง้อคอรอคอยใครบางคนอยู่บนเก้าอี้ยาวใต้ต้นไม้ต้นหนึ่งดูคล้ายเด็กหนุ่มวัยรุ่นร่างเล็กผอมไม่มีผิดเพี้ยน...และจะคล้ายคลึงยิ่งกว่านี้หากใครต่อใครจะละสายตามองข้ามอกอวบอิ่มที่ดุนดันเสื้อยืดพอดีตัวให้นูนออกมาฟ้องสายตาของพวกเขา...ว่าความจริงแล้วเด็กหนุ่มหน้าหวานที่นั่งเต๊ะจุ้ยกระดิกเท้าดังเช่นทวงท่าของทอมบอยแสนกวนนั้นคือหญิงสาวคนหนึ่ง...และยังเป็นหญิงสาวที่มีใบหน้าเรียวสวยคมคายชวนมองยิ่งนัก
" จิ๊!เมื่อไรจะมา...รอตั้งนานปวดหัวก็ปวด! "
พูดอย่างหงุดหงิดพลางฝ่ามือเรียวสวยทั้งคู่ก็ยกกอบกุมศรีษะของตนเองไว้แน่น...ยังดีที่ได้กินยาแก้ปวดไปบ้างแล้วดังนั้นอาการปวดหนึบที่เผชิญอยู่ตอนนี้จึงถือได้ว่าไม่รุนแรงมากนัก...หญิงสาวพอทนได้
หงุดหงิดเข้ามากๆมือเรียวสวยก็เริ่มควานหาบางอย่างภายในกระเป๋าเป้หลากสีของตน...เพียงครู่เดียวซองบุหรี่รสมิ้นท์ก็ปรากฏแก่สายตา...มือเรียวสวยออกแรงเคาะมันเบาๆสองทีบุหรี่ที่ถูกบรรจุอยู่ภายในก็โผล่ออกมาจากซองถึงสามมวนด้วยกัน..ปลายนิ้วเรียวสวยเลือกคีบออกมาเพียงหนึ่งมวนก่อนใช้กลีบปากของตนคาบไว้...สองมือหันมาทำหน้าที่จุดประกายไฟให้แดงวาบขึ้นที่ปลายบุหรี่...ออกแรงดูดควันสีเทาจางเข้าปอดยาวเหยียด...ก่อนเผยอริมฝีปากปล่อยให้กลุ่มควันลอยอ้อยอิ่งออกมา...ดูดซ้ำอีกครั้งและอีกหลายครั้ง...จนบุหรี่เหลือไม่ถึงครึ่งมวน...สีหน้าและอารมณ์ร้อนๆของเจ้าตัวก็ดูจะผ่อนคลายลงมากมายหลายเท่าในตอนนี้
" มีนา! "
ร่างบอบบางสะดุ้งน้อยๆกับเสียงดุที่คุ้นหู...สะดุ้งอีกรอบเมื่อมือของเจ้าของน้ำเสียงยื่นเข้ามาปัดบุหรี่ออกจากริมฝีปากอิ่มสวยโดยแรงจนมันตกกลิ้งลงบนตักนุ่มนิ่ม...มือเรียวสวยเองก็รีบจับคว้ามันขึ้นมาอีกครั้ง...แต่แล้วก็ถูกปัดทิ้งอีก...คราวนี้มันกระเด็นตกลงไปในแปลงดอกไม้สีสวยข้างเก้าอี้...ใบหน้าสวยจึงแหงนมองคนต้นเหตุอย่างไม่พอใจ...ลุกขึ้นยืนเผชิญหน้าและกระชากเสียงถามออกไปดังพอควร
" ทำอะไรของแก!? มาช้าแล้วยังจะมากวนอีก "
" ใช่! แล้วยังไง...ก็ชั้นติดธุระ...และชั้นดีใจที่มาช้านะเพราะถ้ามาเร็วอาจจะไม่ได้เห็นแกคว้าบุหรี่ออกมาสูบก็ได้...ไหนแกบอกว่าเลิกแล้ว! "
เพื่อนสาวต่างเชื้อชาติตะคอกถามคนตรงหน้า...อารมณ์ดีๆที่เตรียมมาเริ่มหดหายไป...เธอไม่ชอบให้เพื่อนสูบบุหรี่...ขอร้องมาหลายครั้งจนในที่สุดวันดีคืนดีอีกฝ่ายก็ตบปากรับคำยอมเลิก...เธอเข้าใจว่าเพื่อนเลิกบุหรี่มาโดยตลอดนับตั้งแต่วันนั้น...เหตุเพราะอีกฝ่ายไม่ใช่คนโกหกพกลมเป็นวิสัย...แต่วันนี้ความเชื่อของเธอถูกทำลายไปหมดแล้ว
ชอยอึนโซ...หญิงสาวเจ้าของร่างเพรียวผิวขาวจัดขยับก้าวเข้าไปกระชากกระเป๋าเป้สีแสบตาของเพื่อน...แล้วเปิดมันค้นหาของบางสิ่งที่เป็นเหตุให้อารมณ์ของเธอเดือดดาลเช่นนี้...เมื่อหามันพบหญิงสาวก็หยิบมันขึ้นมาขวางลงพื้นก่อนใช้ปลายเท้าบดขยี้มันอย่างบ้าคลั่ง...จนสภาพของมันไม่เหลือชิ้นดี
ดวงตากลมโตหลุบมองดูภาพนั้นเงียบๆ...ไม่เอ่ยปากพูดสิ่งใดในยามที่เพื่อนของตนโมโหเดือดดาลใส่...มองดวงตาเล็กเรียวทอประกายขุ่นมัวที่เหลือบหันมาจับจ้องตนเองนิ่ง...ไม่มีหลบเลี่ยงใดๆ...จนกระทั่งอีกฝ่ายเป็นคนเบือนสายตาหลบไปเสียเอง
ถอนหายใจเฮือกใหญ่ๆ...บอกตนเองว่าไม่ควรพูดอะไรในตอนนี้...ตอนที่เธอเตรียมใจจะมากอบโกยเอาความสุขกลับบ้านไปนอนฝันหา...ชอยอึนโซจึงตัดใจก้าวฉับๆนำหน้าเพื่อนสาวเข้าไปภายในหอประชุมใหญ่ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในรัฐนิวเจอรี่...ไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องใดๆกับที่นี้ทั้งคู่...หากทว่าวันนี้มีงานหนึ่งงานนี้ที่สาวชาวเกาหลีบ้านักร้องเช่นเธอไม่อาจพลาดโอกาสนี้ได้...และเพื่อนสาวร่างบอบบางด้านหลังนั้นเธอก็สู้อุตสาห์ชวนแกมบังคับให้มาดูเป็นเพื่อน...แต่ให้ตายเถอะนะ!...เพื่อนสาวดันมาทำให้อารมณ์ดีๆของเธอขุ่นมัวจนได้
~~~~~
~~~~~~~~
~~~~~~~~~~~~~~
หญิงสาวนั่งท้าวคางมองดูผู้ชายต่างสีผิวและส่วนสูงทั้งสี่คนบนเวทีอย่างไม่ค่อยใส่ใจนัก...จะพูดให้ถูกหญิงสาวไม่ได้คิดจะสนใจตั้งแต่ต้นจนกระทั่งนาทีนี้...ไม่ว่าเสียงกรี๊ดร้องจะดังแสบแก้วหูเพียงใดเจ้าของร่างบอบบางก็ยังอุตส่าห์นั่งหลับสัปหงกคอพับคออ่อนอยู่เช่นนั้น...คล้ายคนที่อดหลับอดนอนมาทั้งคืน...หากฝืนลืมตาครั้งใดไม่วายต้องหรี่ปรือลงต่อจากนั้นในไม่ช้า...ทว่าสุดท้ายแล้วหญิงสาวก็ต้องลืมตามองเพื่อนตื่นๆเมื่ออีกฝ่ายออกแรงเขย่าร่างของเธอจนหัวสั่นหัวคลอนทั้งๆที่ตั้งแต่เข้ามานั่งในนี้ก็ต่างคนต่างเฉยมาตลอด...พร้อมคำพูดที่แสดงอาการตื่นเต้นดีใจเป็นนักหนามือไม่ก็ชี้ชวนให้เธอมองไปบนเวทียิกๆ...เหมือนจะลืมเรื่องมึนตึงเมื่อครู่ใหญ่ไปเสียสนิท
" แก!ผู้ชาย...ผู้ชายมองชั้นยิ้มให้ชั้นด้วย! "
" หา!ใคร...ผู้ชายเตี้ยๆของแกน่ะเหรอ? " ถามเสียงงัวเงียพลางละสายตาจากเสี้ยวหน้าของเพื่อนมองขึ้นไปบนเวทีที่ไม่ได้ห่างไกลจากแถวที่นั่งที่หญิงสาวทั้งคู่นั่งอยู่เท่าใดนัก...ทว่าภาพที่ปรากฏแก่สายตากลับเบลอมัวและไม่ชัดเจนเหตุเพราะสายตาของเธอสั้นมากเกินไปนั้นเอง...พยายามหรี่ตามองอยู่เกือบครึ่งนาทีก็ถูกเพื่อนเขย่าเรียกอีกครั้ง
" อ๊ายยยยยย!มองอีกแล้ว มองมาอีกแล้ว...มีนา!ใส่แว่นสิใส่แว่น "
" อ้อ...เออๆรอเดี๋ยว "
"โหป้า!เบาๆหน่อยได้มั้ยเสียงดังกว่าคนอื่นเขาเลยเนี่ย...เชื่อเขาจริงๆ!แล้วก็โมเมอยู่ได้ว่าผู้ชายมองๆ...เจย์เขาไม่มองป้าหรอก! "
เสียงเล็กแหลมของเด็กสาวคนหนึ่งพูดขัดคออึนโซด้วยน้ำเสียงที่ดังไม่แพ้กัน...ขณะที่อึนโซกำลังคะยั้นคะยอให้เพื่อนใส่แว่นสายตาจะได้มองเห็นผู้ชายของเธอได้ชัดเจนขึ้น...คำพูดนั้นทำให้อึนโซสะบัดใบหน้าไปมองทางเจ้าของเสียง...ซึ่งนั่งอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกล...ที่นั่งข้างๆเธอนั่นเอง...อีกฝ่ายกำลังใช้หางตามองเธอเหยียดๆด้วย...อึนโซอ้าปากขยับขึ้นลงพะงาบๆไม่มีเสียงพูดเล็ดลอดออกมาซักคำ...ดวงตาเล็กๆเบิกโตสุดกำลังด้วยความมึนงง...จากสายตาเธอคาดคะเนว่าเด็กคนนี้คงอ่อนเยาว์กว่าเธอเพียงไม่กี่ปีเท่านั้น...แล้วยังมาปากเสียเรียกเธอว่าป้า...หนอย!ยัยเด็กบ้านี่!
" ใครป้ามันวะ!ชั้นเพิ่ง 20 เองนะยะ...เดี๋ยวได้วีนหรอกยัยเด็กนี่มาว่าชั้นโมเม..."
ไม่ได้ต่อว่ากลับ...หากแต่ทิ้งสายตามองอีกฝ่ายแทนแต่ยังอดไม่ได้ที่จะหันมาบ่นพึมพำคนเดียวอย่างหงุดหงิด...ยังหรอก...เธอยังไม่อยากมีเรื่องตบกับเด็กคนนี้...ทางที่ดีทำเป็นเริ่ดๆเชิดๆแบบผู้ดีจะสวยงามซะกว่า
"ยัยนี่ก็ขำอะไรอยู่ได้! " หันมาจวกเอากับเพื่อนที่นั่งหัวเราะตนเองอย่างไม่พอใจก่อนค้อนขวับใส่อีกฝ่ายและกลับไปสนใจสิ่งที่เกิดขึ้นบนเวทีต่อ
หญิงสาวค่อยๆหุบยิ้มลงหากทว่าลำคอยังแข็งเกร็งเพราะพยายามกลั้นหัวเราะเอาไว้...มือเรียวสวยเริ่มค้นหาแว่นตาขึ้นมาสวมใส่...กระพริบตาถี่ๆปรับโฟกัสเล็กน้อยก่อนทอดสายตามองชายหนุ่มร่างสันทัดที่กำลังพูดอะไรบางอย่างบนเวที
ร่างสันทัดดูแข็งแกร่ง...ผิวขาวใสโดดเด่นอยู่เพียงหนึ่งเดียว...รูปหน้าเล็กเรียว...ดวงตาคมเฉี่ยวดูเย่อหยิ่งคล้ายเจ้าตัวเตรียมจะหาเรื่องใครๆอยู่ตลอดเวลา...เรียวคิ้วสวยเริ่มขมวดมุ่นอย่างคนใช้ความคิดเมื่อรู้สึกคุ้นหน้าคุ้นตาผู้ชายคนนี้เหลือเกิน...กระพริบตาถี่รัวอีกหนึ่งรอบและตั้งใจจ้องมองชายหนุ่มให้มากกว่าเดิม...พลันหัวคิ้วที่ขมวดมุ่นอยู่ก็เผลอคลายออกและแปรเปลี่ยนเป็นเลิกขึ้นงงๆเมื่อเห็นว่าดวงตาคมเฉี่ยวคู่นั้นเหลือบมองมายังทิศทางที่เธอนั่งอยู่ชั่วอึดใจ...ก่อนจะถอนสายตาไปทางอื่น...แต่แล้วก็เหลือบมองมาอีกหลายต่อหลายครั้งซึ่งหญิงสาวเองก็ได้แต่นิ่งอึ้งลมหายใจสะดุดห้วงโดยไม่รู้ตัว...เมื่อเริ่มเชื่อสายตาและมั่นใจแล้วว่าเป็นคนคนเดียวกันอย่างแน่นอน
รีบหลุบตาลงมองหน้าตักตัวเองเมื่อรับรู้ได้ว่าชายหนุ่มกำลังส่งยิ้มบางๆมาให้...ไม่ใช่ว่าเธอเขินอาย...หากแต่สมองนึกไปถึงภาพร่างกายเปล่าเปลือยในเช้าตรู่วันนั้น...นึกถึงวันที่เธอเผลอทำผิดพลาดที่สุดครั้งหนึ่งในชีวิต...และยังรู้สึกเสียดายทุกครั้งที่หวนคิดถึงมัน
มือไม้เริ่มสั่นเทา....ริมฝีปากอิ่มสวยขบเม้มกันแน่นเพื่อระงับอาการสั่นระริกของกลีบปาก...ความปวดหนึบที่ศรีษะบีบรัดและรุนแรงขึ้น...หากท้ายที่สุดหญิงสาวก็ไม่ได้กลัวเกรงที่จะต้องเผชิญกับความจริง...ไม่อึดอัดใจที่จะจับจ้องร่างสันทัดอีกครั้งด้วยอาการปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้...สูดลมหายใจเข้าปอดยาวเหยียด...เพื่อให้สมองและจิตใจได้ผ่อนคลายความตึงเครียดลง...อาจเป็นเรื่องบังเอิญหรือตั้งใจ...เพราะไม่ว่าหญิงสาวจะเหลือบมองไปยังชายหนุ่มครั้งใด...ไม่มีครั้งไหนที่จะไม่สบสายตากันและกัน...ที่สำคัญ...คล้ายว่าฝ่ายนั้นจะจ้องมองหญิงสาวก่อนแล้วทุกทีไป...และไม่มีครั้งไหนที่เธอจะไม่ได้รับรอยยิ้มบางๆจากชายหนุ่มเลยซักครั้งเดียว...เป็นรอยยิ้มและสายตาที่คนมองสัมผัสได้ว่าเจ้าตัวกำลังอยู่ในอาการเขินอาย...หญิงสาวจึงนึกคิดอยากถามไถ่ไปว่าฝ่ายที่จะต้องขัดเขินมันน่าจะเป็นเธอมากกว่าไม่ใช่หรือไงนะ...ท่าจะบ้า!...ความงุนงงสงสัยต่อท่าทีของชายหนุ่มส่งผลให้เธอลืมเลือนความเครียดเมื่อครู่ไปเกือบหมด...โดยไม่รู้ตัว...ในบางครั้งหญิงสาวยังเผลอไผล้ยักยิ้มขำขันตอบอีกฝ่ายไปเช่นกัน
to be continue Part 3
......
.............
..........................
เอิ๊กกกกกกกกกก....ก็ทั้งๆที่ง่วงเค้าก็ยังฝืนอัพต่อดวกๆไป...รู้สึกว่ามันไม่ได้ดังใจนักอ่ะพาร์ทนี้
แลดูเค้าล่องลอยสติไม่มี...ก็อ่านๆไปเถอะนะคะ555ตอนหน้าเค้าจะไม่ให้มันฝืดแบบนี้อีกแล้ว
เฮ้ออออออออออ...ขอบคุณทุกคนที่รออ่านนะคะ(มีมั้ย กร๊ากกกกก) จุ๊บๆค่ะ